บทที่ 7 ประกาศิตอาญารัก
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเช้าในเพนต์เฮาส์สุดหรูเต็มไปด้วยความอึดอัดจนแทบจะจับต้องได้ อัคคีนั่งจิบกาแฟดำและอ่านแท็บเล็ตในมือด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับว่าการมีฉันมานั่งหน้าบูดบึ้งอยู่ตรงข้ามเขาเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตประจำวัน ฉันเขี่ยออมเล็ตในจานไปมาโดยไม่ยอมตักเข้าปาก ความอยากอาหารของฉันปลิวหายไปตั้งแต่ถูกเขายัดเยียดสถานะ 'ผู้หญิงของอัคคี' ให้เมื่อครู่นี้แล้ว
"ถ้าเธอเอาแต่เขี่ยมันแบบนั้น มันคงไม่ลอยเข้าปากเธอเองหรอกนะ" เสียงทุ้มดุๆ ดังทะลุความเงียบขึ้นมาโดยที่เขาไม่ได้เงยหน้าจากหน้าจอแท็บเล็ตด้วยซ้ำ
"ฉันไม่หิวค่ะ" ฉันตอบเสียงแข็ง วางส้อมลงบนจานเสียงดังเคร้งเพื่อประท้วง
อัคคีเงยหน้าขึ้นมาสบตาฉัน นัยน์ตาสีเข้มของเขาหรี่ลงเล็กน้อย "เมื่อคืนก็ไม่ได้กินอะไร เช้านี้ยังจะอดข้าวอีก อยากให้พี่ป้อนหรือไง หรือต้องให้พี่ใช้วิธี 'ป้อน' แบบเมื่อคืน... เธอถึงจะยอมกลืน"
ใบหน้าของฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึง 'วิธีป้อน' ที่เขาขู่ รอยจูบอันดุดันและเอาแต่ใจยังคงทิ้งความรู้สึกชาหนึบไว้ที่ริมฝีปาก ฉันรีบคว้าส้อมขึ้นมาจิ้มออมเล็ตเข้าปากคำโต เคี้ยวตุ้ยๆ ด้วยความแค้นใจ
"ก็แค่นั้น" เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง "กินเสร็จแล้วก็ไปหยิบกระเป๋า พี่จะไปส่งที่มหาลัย"
"ฉันไปแท็กซี่เองได้ค่ะ คอนโดพี่อยู่ห่างจากมหาลัยแค่ไม่กี่กิโลเอง" ฉันรีบแย้ง
"คำสั่งของพี่เมื่อคืนเธอลืมไปแล้วเหรอ รินลดา" เขาเดินอ้อมโต๊ะมาหยุดยืนอยู่ข้างหลังฉัน โน้มใบหน้าลงมากระซิบที่ข้างหู "ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พี่จะไปรับไปส่งเธอทุกวัน ห้ามไปไหนมาไหนคนเดียวเด็ดขาด... ถ้ายังดื้อ พี่จะสั่งให้ลูกน้องเดินตามหลังเธอติดๆ ในระยะประชิดสักสิบคน เอาไหม?"
ฉันเบิกตากว้าง หันขวับไปค้อนใส่เขา "พี่อัคคี! พี่จะบ้าอำนาจเกินไปแล้วนะ!"
"พี่ทำได้มากกว่าที่เธอคิดอีก" เขาตบหัวฉันเบาๆ สองทีเหมือนฉันเป็นลูกสุนัข "ไปเตรียมตัวได้แล้ว ให้เวลาห้านาที ไม่งั้นพี่จะอุ้มเธอลงไปทั้งสภาพนี้แหละ"
ฉันกระแทกเท้าปึงปังเดินกลับเข้าห้องไปหยิบกระเป๋าผ้าใบเก่งออกมาด้วยความหงุดหงิด ผู้ชายคนนี้ไม่มีความอ่อนโยนเอาเสียเลย เขาใช้แต่อำนาจและการข่มขู่เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ แล้วแบบนี้เขาจะมาหวังให้ฉันเปลี่ยนความรู้สึกจากเกลียดเป็นรักได้อย่างไร... ฝันไปเถอะ!
ตลอดการเดินทางด้วยรถสปอร์ตคันหรูของเขา ฉันเอาแต่นั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง ไม่ยอมปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ อัคคีเองก็ไม่ได้ชวนคุย เขาเพียงแค่ขับรถด้วยความเร็วที่ทำให้ฉันต้องแอบกำสายเข็มขัดนิรภัยไว้แน่น
เมื่อรถแล่นเข้ามาใกล้ถึงหน้าประตูทางเข้ามหาวิทยาลัย ฉันก็รีบหันไปหาเขา "จอดตรงนี้แหละค่ะ เดี๋ยวฉันเดินเข้าไปเอง"
"ทำไมต้องเดินให้เมื่อย ในเมื่อรถก็ขับเข้าไปได้" เขาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย แถมยังเหยียบคันเร่งพุ่งตรงเข้าไปในเขตมหาวิทยาลัยอย่างรวดเร็ว
"พี่อัคคี! ฉันบอกให้จอดไงคะ ฉันไม่อยากเป็นเป้าสายตาคนอื่น!" ฉันโวยวาย แต่ก็สายไปเสียแล้ว รถสปอร์ตสีดำเงางามที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นของ 'อัคคี วิศวะปีสี่' แล่นเข้ามาจอดเทียบฟุตบาทหน้าตึกคณะเศรษฐศาสตร์ของฉันอย่างโดดเด่นท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ของนักศึกษาที่กำลังเดินพลุกพล่าน
ฉันเอามือปิดหน้าตัวเองด้วยความอับอาย อยากจะแทรกแผ่นดินหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด
อัคคีดับเครื่องยนต์แล้วเดินลงจากรถ อ้อมมาเปิดประตูฝั่งฉันให้ เขายื่นมือมารอรับ แต่ฉันแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นและก้าวลงจากรถด้วยตัวเอง ทว่ายังไม่ทันที่ฉันจะเดินหนี เขาก็คว้าเอวฉันรวบเข้าไปประชิดตัวเสียก่อน
"อ๊ะ! พี่ทำอะไร ปล่อยนะ!" ฉันดิ้นขลุกขลัก พยายามแกะมือปลาหมึกของเขาออก แต่เขากลับรัดแน่นขึ้นจนตัวเราแนบชิดกันแทบจะหลอมรวม
นักศึกษาที่อยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมามองพวกเราเป็นตาเดียว เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นระงมไปทั่ว
"นั่นพี่อัคคีนี่! มาทำอะไรหน้าตึกเศรษฐศาสตร์วะ" "แกดูสิ ผู้หญิงคนนั้นใช่คนที่ลือกันว่าเป็นเด็กพี่อัคคีป่ะ" "ตัวจริงสวยจัง มิน่าล่ะเดือนมหาลัยถึงหลงหัวปักหัวปำ"
เสียงนินทาเหล่านั้นยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเหมือนหน้าจะระเบิด แต่อัคคีกลับทำเพียงแค่ยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ เขาก้มหน้าลงมาใกล้จนปลายจมูกเฉียดแก้มฉันไปนิดเดียว
"ตั้งใจเรียนล่ะ... ตอนเที่ยงพี่จะมารับไปกินข้าว" เขากระซิบเสียงนุ่ม ทว่าแฝงไปด้วยคำสั่งที่เฉียบขาด
ก่อนที่ฉันจะได้ทันอ้าปากเถียง เขาก็ประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากของฉันอย่างรวดเร็วและหนักแน่น มันไม่ใช่จูบที่เร่าร้อนเหมือนเมื่อคืน แต่มันคือจูบที่แสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของอย่างชัดเจนที่สุด ประกาศให้คนทั้งมหาลัยรู้ว่า 'ผู้หญิงคนนี้... ห้ามแตะต้อง'
เขาปล่อยมือจากเอวฉัน แล้วเดินล้วงกระเป๋ากลับไปขึ้นรถ ขับออกไปอย่างเท่ๆ ทิ้งให้ฉันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ท่ามกลางเสียงฮือฮาของคนทั้งตึก
"รินลดา!!"
เสียงแหลมปรี๊ดของ 'ข้าวหอม' ดังขึ้นพร้อมกับร่างอวบอิ่มที่วิ่งถลาเข้ามาหาฉันเขย่าแขนฉันอย่างเอาเป็นเอาตาย "นี่มันอะไรกัน! เมื่อกี้พี่อัคคีมาส่งแกเหรอ! แล้วเขาจูบหน้าผากแกด้วย! กรี๊ดดดด! เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะว่าเกิดอะไรขึ้น แกแอบไปคบกับพี่เขากันตอนไหน!"
ฉันรีบดึงแขนเพื่อนรักให้เดินหลบมุมเข้าไปในตึก ก่อนที่พวกเราจะกลายเป็นเป้าสายตาไปมากกว่านี้ "เบาๆ สิข้าว! คนมองกันหมดแล้ว"
"ก็ใครใช้ให้แกเปิดตัวอลังการขนาดนี้ล่ะ! เมื่อวานยังบอกว่ารำคาญพี่เขาอยู่เลย แล้วทำไมเช้านี้ถึงนั่งรถสปอร์ตมาด้วยกันได้ แถมสภาพแกดู... เอ๊ะ?"
ข้าวหอมชะงักไป ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อจ้องมองมาที่ลำคอของฉัน แม้ฉันจะพยายามเอาผมยาวๆ ปิดไว้ และโบกคอนซีลเลอร์ทับไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่ารอยแดงจางๆ จากการกระทำอันป่าเถื่อนของอัคคีเมื่อคืนจะยังคงหลงเหลือให้เห็น
"ริน... รอยที่คอแก... อย่าบอกนะว่า..." ข้าวหอมเอามือทาบปาก หน้าตาตื่นตระหนกปนตื่นเต้น
"ม... ไม่มีอะไร! ยุงกัดน่ะ!" ฉันรีบตะครุบคอตัวเอง หน้าแดงก่ำเป็นลูกตำลึงสุก
"ยุงตัวเบ้อเริ่มเลยสิ! ยุงวิศวะซะด้วย!" ข้าวหอมหรี่ตามองอย่างจับผิด "เล่ามาให้หมดเลยนะริน ไม่งั้นฉันจะงอนแกจริงๆ ด้วย"
ฉันถอนหายใจยาวอย่างจำนน รู้ดีว่าไม่สามารถปิดบังเพื่อนสนิทคนนี้ได้ ฉันจึงตัดสินใจเล่าเรื่องที่ถูกนักเลงดักทำร้ายเมื่อคืนให้ข้าวหอมฟัง รวมถึงเรื่องที่พี่อัคคีโผล่มาช่วย และ... บังคับให้ฉันย้ายไปอยู่คอนโดของเขาเพื่อความปลอดภัย (แน่นอนว่าฉันขอละเว้นรายละเอียดบนเตียงและรอยจูบพวกนั้นไว้)
พอเล่าจบ ข้าวหอมก็นั่งอ้าปากค้างนิ่งอึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะอุทานออกมาเสียงดัง "คุณพระ! นี่มันพล็อตนิยายมาเฟียชัดๆ! แกเกือบโดนฉุด แล้วมาเฟียหนุ่มก็ขี่ม้าขาวมาช่วย แถมยังพากลับไปกักขังไว้ในกรงทองเพื่อปกป้องแก... โอ๊ย ริน! ฉันอิจฉาแกจนตาจะร้อนผ่าวแล้วเนี่ย!"
"อิจฉาบ้าบออะไรล่ะข้าว! ฉันกลัวจะตายอยู่แล้ว พี่เขาน่ากลัวมากนะ แกไม่เห็นตอนที่เขาซ้อมพวกนักเลงนั่น เลือดสาดเต็มพื้นไปหมด" ฉันลูบแขนตัวเองเมื่อนึกถึงสายตาวาวโรจน์ของเขาเมื่อคืน "ฉันเหมือนกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายบางๆ เลย ไม่รู้ว่าวันไหนจะตกลงไปในนรกของเขา"
ข้าวหอมจับมือฉันไว้แน่น แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้น "แต่เขาก็ช่วยแกไว้นะริน ถ้าเขาไม่โผล่มา แกอาจจะ... ฉันว่าลึกๆ แล้วพี่เขาเป็นห่วงแกมากจริงๆ แหละ วิธีการของเขาอาจจะดูเถื่อนและเอาแต่ใจไปหน่อย แต่มันก็เพื่อความปลอดภัยของแกนะ"
ฉันเงียบไป คำพูดของข้าวหอมแทงใจดำฉันอย่างจัง ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าวินาทีที่เขาโผล่มาช่วยฉันเมื่อคืน เขาคือแสงสว่างเดียวในความมืดมิด ความรู้สึกปลอดภัยที่ได้รับจากอ้อมกอดของเขามันเป็นของจริง แม้ว่าเขาจะแสดงออกด้วยความเผด็จการก็ตาม
"แล้วนี่เขาให้คนมาคุมแกด้วยหรือเปล่าเนี่ย" ข้าวหอมชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ
"ไม่มั้ง เขาแค่บอกว่าจะมารับตอนเที่ยง" ฉันส่ายหน้า
แต่ทว่า... ความคิดของฉันก็ต้องหยุดชะงัก เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่สองคนในชุดเสื้อแจ็คเก็ตสีดำ ยืนปะปนอยู่กับกลุ่มนักศึกษาที่ม้านั่งหินอ่อนฝั่งตรงข้ามตึกเรียน แม้พวกเขาจะพยายามทำตัวกลมกลืน แต่แววตาที่สอดส่องและท่าทีระแวดระวังนั้นดูยังไงก็ไม่ใช่นักศึกษาธรรมดา และที่สำคัญ... สายตาของพวกเขาจับจ้องมาที่ฉันตลอดเวลา
บอดี้การ์ด...
พี่อัคคีไม่ได้แค่ขู่ เขาเอาจริง! เขาส่งคนมาเฝ้าฉันจริงๆ!
ความรู้สึกขนลุกซู่แล่นปราดไปทั่วแผ่นหลัง นี่ฉันกลายเป็นนักโทษที่มีผู้คุมตามติดตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงไปแล้วจริงๆ สินะ
ช่วงพักเที่ยง
ฉันกับข้าวหอมรีบเดินลงมาจากตึกเรียนเพื่อจะไปหาข้าวกิน ทันทีที่ก้าวพ้นประตูตึก ร่างสูงใหญ่ของอัคคีก็ยืนล้วงกระเป๋ารออยู่ตรงบันไดแล้ว เขาสวมแว่นกันแดดสีดำขับให้ใบหน้าดูดุดันและมีเสน่ห์ร้ายกาจมากยิ่งขึ้น สาวๆ หลายคนที่เดินผ่านต่างพากันเหลียวมองจนคอแทบเคล็ด แต่เขาไม่แม้แต่จะปรายตามองใครเลย นอกจาก... ฉัน
"เลิกเรียนตรงเวลาดีนี่" เขาเอ่ยทักทาย รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"แล้วฉันมีทางเลือกด้วยเหรอคะ ถ้าลงมาสาย พี่ก็คงให้ลูกน้องพี่ขึ้นไปลากตัวฉันลงมาอยู่ดี" ฉันประชด พลางปรายตามองไปยังชายชุดดำสองคนที่ยืนเฝ้าอยู่ห่างๆ
อัคคีหัวเราะในลำคอ ดึงแว่นกันแดดออกแล้วเหน็บไว้ที่คอเสื้อ "รู้ตัวก็ดี ไปกินข้าวกัน พี่จองโต๊ะร้านอาหารญี่ปุ่นหน้ามหาลัยไว้แล้ว"
"เอ่อ... พี่อัคคีคะ พอดีวันนี้รินเขานัดกินข้าวกับเพื่อนในกลุ่มทำรายงานน่ะค่ะ" ข้าวหอมรีบพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรงใจสุดๆ "มีคุยงานกันต่อนิดหน่อยด้วย พี่อัคคีจะว่าอะไรไหมคะ ถ้ารินจะกินข้าวที่โรงอาหารคณะ..."
อัคคีขมวดคิ้วทันที สายตาของเขาตวัดมองข้าวหอมจนเพื่อนฉันสะดุ้งตัวลีบ "เพื่อนในกลุ่มมีใครบ้าง ผู้ชายหรือผู้หญิง"
"ม... มีทั้งผู้ชายและผู้หญิงค่ะ" ข้าวหอมตอบเสียงสั่น
"ฉันต้องทำงานกลุ่มนะคะพี่อัคคี พี่จะมาห้ามไม่ให้ฉันคุยกับเพื่อนไม่ได้นะ!" ฉันรีบออกตัวปกป้องเพื่อน เพราะรู้ดีว่าเขากำลังจะเริ่มใช้อำนาจเผด็จการอีกแล้ว
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ขบกรามแน่นจนเห็นสันนูนเด่นชัด ก่อนจะถอนหายใจออกมาแรงๆ "ก็ได้... จะกินข้าวที่โรงอาหารก็ได้ แต่พี่จะกินด้วย"
"หา? พี่เนี่ยนะคะ จะไปกินข้าวโรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์!" ฉันเบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อหู คุณชายมาเฟียที่กินแต่อาหารหรูหราอย่างเขาเนี่ยนะ จะยอมมานั่งกินข้าวแกงจานละสี่สิบบาทในโรงอาหารที่แออัด
"ทำไม หรือว่ามีกติกาห้ามเด็กวิศวะมากินข้าวคณะนี้?" เขาเลิกคิ้วถามท้าทาย
"ไม่มีค่ะ! ตามใจพี่เลย!" ฉันสะบัดหน้าหนี เดินนำหน้าเขาไปทางโรงอาหารด้วยความหมั่นไส้
โรงอาหารคณะเศรษฐศาสตร์วันนี้คนเยอะเป็นพิเศษ เมื่อพวกเราเดินเข้ามา เสียงพูดคุยก็เงียบลงไปชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องมาที่อัคคี ผู้ชายที่ดูผิดที่ผิดทางที่สุดในบริเวณนี้ เขาเดินตามหลังฉันมาติดๆ ท่าทางวางอำนาจแผ่รังสีคุกคามจนนักศึกษาโต๊ะใกล้ๆ ต้องรีบขยับหนี
เราเดินมาถึงโต๊ะที่กลุ่มเพื่อนทำรายงานของฉันนั่งรออยู่แล้ว ในกลุ่มมีเพื่อนผู้หญิงสามคน และเพื่อนผู้ชายอีกสองคน หนึ่งในนั้นคือ 'นนท์' เดือนคณะเศรษฐศาสตร์ที่เป็นผู้ชายอบอุ่น นิสัยดี และ... เคยสารภาพรักกับฉันเมื่อเทอมที่แล้ว
ทันทีที่นนท์เห็นฉันเดินมาพร้อมกับอัคคี รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของเขาก็เจื่อนลงเล็กน้อย แต่เขาก็ยังพยายามปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
"อ้าว ริน มาแล้วเหรอ เราซื้อน้ำผลไม้ปั่นมาเผื่อรินด้วยนะ เห็นรินบ่นว่าอยากกินตั้งแต่เมื่อวาน" นนท์พูดพลางเลื่อนแก้วน้ำผลไม้สีสวยมาตรงหน้าเก้าอี้ที่ว่างอยู่
แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะได้กล่าวขอบคุณหรือนั่งลง มือหนาของอัคคีก็เอื้อมมาคว้าแก้วน้ำผลไม้ปั่นแก้วนั้นไปถือไว้หน้าตาเฉย
"รินลดาไม่ชอบกินน้ำผลไม้ปั่นของคนอื่น" อัคคีพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ นัยน์ตาสีรัตติกาลจดจ้องไปที่หน้านนท์ราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือน "และจำเอาไว้ด้วยนะ ว่าของอะไรที่ฉันไม่ได้เป็นคนซื้อให้... เธอ-ห้าม-แตะ"
พูดจบ เขาก็โยนแก้วน้ำผลไม้ปั่นนั่นทิ้งลงในถังขยะใกล้ๆ อย่างไร้เยื่อใย ต่อหน้าต่อตาเพื่อนทั้งกลุ่ม!
"พี่อัคคี!! พี่ทำบ้าอะไรเนี่ย!" ฉันตวาดลั่นด้วยความโกรธจัด เลือดขึ้นหน้าจนหน้ามืด นี่มันหักหน้ากันเกินไปแล้ว!
"ผมแค่ซื้อน้ำมาให้รินในฐานะเพื่อน ทำไมพี่ต้องทำรุนแรงขนาดนี้ด้วย" นนท์ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับอัคคี แม้จะตัวเล็กกว่าแต่เขาก็พยายามสู้สายตา
อัคคีแค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเข้าไปประชิดตัวนนท์จนบรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด บอดี้การ์ดสองคนที่ซุ่มอยู่เริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้
"มึงคิดว่ากูโง่ดูไม่ออกหรือไง ว่ามึงคิดยังไงกับคนของกู" อัคคีกระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน แต่ดังกังวานพอที่จะทำให้ทุกคนในโต๊ะได้ยินชัดเจน "กูจะเตือนมึงเป็นครั้งสุดท้าย... เลิกยุ่งกับรินลดาซะ ถ้ามึงไม่อยากให้ชีวิตมหาลัยของมึงต้องจบลงก่อนกำหนด"
แววตาของอัคคีไม่ได้ล้อเล่น มันเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟันที่น่าสะพรึงกลัว นนท์หน้าซีดเผือด กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เพื่อนคนอื่นๆ ในโต๊ะต่างพากันนั่งตัวสั่น ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
"พี่อัคคี พอได้แล้ว!" ฉันดึงแขนเขาให้ออกห่างจากนนท์ "ถ้าพี่จะมาทำตัวอันธพาลแบบนี้ พี่ก็กลับไปเลย ฉันไม่กินข้าวกับพี่แล้ว!"
ฉันกระชากแขนตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขา แล้วหันหลังวิ่งหนีออกจากโรงอาหารไปโดยไม่สนใจเสียงเรียกของข้าวหอม น้ำตาแห่งความอึดอัดและความโกรธไหลอาบแก้ม
เขาเป็นบ้าไปแล้วหรือไง! เขาคิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าที่จะสั่งเป็นสั่งตายใครก็ได้งั้นเหรอ! เขาทำลายสังคมของฉัน ทำลายความสงบสุขของฉัน เพียงเพื่อสนองความต้องการอยากครอบครองของตัวเอง!
ฉันวิ่งมาจนถึงสวนหลังตึกคณะที่เงียบสงบ ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินอ่อนแล้วร้องไห้ออกมาอย่างหนัก ความรู้สึกอัดอั้นตันใจที่สะสมมาตั้งแต่เมื่อคืนระเบิดออกมาจนหมด
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นด้านหลัง ฉันไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร
อัคคีเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าฉัน เขาย่อตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้า ระดับสายตาเสมอกับฉัน มือหนาที่เคยใช้ทำร้ายคนอื่น ค่อยๆ เอื้อมมาเช็ดน้ำตาที่แก้มฉันอย่างเบามือและแสนอ่อนโยนจนน่าประหลาดใจ
"ร้องไห้ทำไม... พี่แค่จัดการพวกแมลงหวี่แมลงวันที่จะมาตอมเธอ" น้ำเสียงของเขาอ่อนลงมาก ไม่มีแววดุดันเหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว
"พี่มันบ้าอำนาจ! พี่ทำร้ายความรู้สึกเพื่อนฉัน ทำร้ายสังคมของฉัน พี่ทำให้ทุกคนกลัวฉัน!" ฉันสะอื้นไห้ ทุบตีแผงอกของเขาด้วยความแค้นใจ แต่เขาก็ไม่ขัดขืน ยอมให้ฉันทุบตีจนกว่าจะพอใจ
"ก็ให้พวกมันกลัวไปสิ" เขารวบมือทั้งสองข้างของฉันไว้ แล้วจุมพิตลงบนหลังมือของฉันเบาๆ "เธอไม่จำเป็นต้องมีใครหรอก รินลดา... เธอมีแค่พี่คนเดียวก็พอแล้ว"
ฉันมองลึกลงไปในดวงตาของเขา ท่ามกลางความเย่อหยิ่งและบ้าคลั่ง ฉันกลับเห็นความรู้สึกบางอย่างที่ลึกล้ำซ่อนอยู่... ความหวงแหนที่เกินขอบเขต ความกลัวที่จะสูญเสีย... ราวกับว่าฉันเป็นสมบัติชิ้นเดียวในชีวิตที่เขามี
คำพูดของเขาเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น มันรัดรึงหัวใจของฉันให้จมดิ่งลงไปในวังวนความรักอันตรายของเขา ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ
โลกใบเก่าที่แสนสงบสุขของฉันได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ต่อจากนี้ไป... ฉันคือ 'ราชินี' ในกรงทองของมาเฟียหนุ่มผู้ไร้หัวใจคนนี้... และฉันเริ่มจะกลัวตัวเองเหลือเกินว่า อาจจะไม่อยากหนีออกจากกรงนี้อีกต่อไป.
